5 ประเด็นร้อน จ่าฝูงฉลองคริสมาสต์
LSM99Joz ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์
เก็บชัยในลีกได้ 6 นัดติดต่อกันเข้าให้แล้ว
และนับเป็นผลงานที่ดีก่อนเข้าสู่โปรแกรมหนักในช่วงบ็อกซิ่ง เดย์
จากเกมนี้จะมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจให้แฟนๆได้ติดตามกันบ้าง ไปเช็ดพร้อมๆกันได้เลย
1. 4-2-3-1 ตามเดิม
พอเห็นรายชื่อ 11 คนแรก หลายคนอาจคิดว่าคล็อปป์วางแผยมาในระบบ 4-3-3 เนื่องจาก
มีผู้เล่นตำแหนางมิดฟิลด์ถึง 3 คน ได้แก่ จอร์แดน
เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และ นาบี้ เกอิต้า แต่พอเอาเข้าจริงๆ
กลายเป็นแข้งทีมชาติกินี ที่ขยับไปเล่นสูงทางฝั่งซ้าย
ขณะที่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่
ยืนประจำการตำแหน่งจอมทัพหมายเลข 10 และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
ถูกวางเป็นหน้าเป้าเช่นเคย
ด้านเจ้าถิ่น นูโน่
จัดทีมโดยเน้นความแข็งแกร่งแดนกลาง โดยส่ง โรมัน ซาอิสส์ เล่นเคียงข้างกับ ชูเอา
มูตินโญ่ และ รูเบน เนเวส โดยเลือกดร็อป มอร์แกน กิ๊บบส์-ไวท์ ดาวเตะวัย 18
ปีที่กำลังฟอร์มดีไว้ที่ม้านั่งข้างสนาม
2. ความผิดพลาดรายบุคคล
วูล์ฟส์
เริ่มต้นเกมได้ค่อนข้างดี หาช่องว่างระหว่างคู่เซ็นเตอร์ทีมเยือนได้หลายครั้ง
นอกจากนี้จังหวะจ่ายบอลผิดพลาดของฟาบินโญ่และเกอิต้า
ในช่วงครึ่งแรกทำให้ทีมเกือบเสียประตู
ช่วง 45 นาทีแรก อลีสซง เบ็คเกอร์ ต้องออกแรงเซฟถึง 4 ครั้ง
ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่ารุย ปาทริซิโอ เซฟในช่วงเวลาเดียวกัน 2 ครั้ง และหากเจ้าถิ่นจบสกอร์ได้คมกว่านี้
ลิเวอร์พูลอาจเจอความยากลำบากไปแล้ว
ช่วงท้ายเกม แอนดรูว์
โรเบิร์ตสัน ก็มาพลาดในกรอบเขตโทษแต่ยังดีที่ กิ๊บบส์-ไวท์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง
ยิงหลุดกรอบไปเอง
3. ซาลาห์นำเดี่ยว, ฟานไดค์ เปิดซิง
ประตูขึ้นนำ 1-0 จากซาลาห์ ส่งผลให้แข้งอียิปต์แซงหน้าปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง ขึ้นไปรั้งผู้นำดาวซัลโว ที่ 11 ประตู ซึ่งประตูนี้ ต้องชมการหาช่องของฟาบินโญ่ ก่อนจะตบกลับมาให้ซาลาห์ เข้าชาร์จหน้าประตู นอกจากนี้การที่เขาได้รับบทบาทเป็นหน้าตัวเป้า เกมนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเร็วที่คอยเล่นงานแนวรับคู่แข่งรวมถึงการเคลื่อนที่ที่พาให้กองหลังหลุดตำแหน่งบ่อยครั้ง
ขณะที่ประตูที่สอง
หากสังเกตก่อนจะเริ่มเตะมุม ซาลาห์ พยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับเพื่อนร่วมทีม
และจากนั้นก็เล่นเตะมุมสั้น
ก่อนบอลจะมาถึงเท้าของซาลาห์และบรรจงหยอดเข้ามาหน้าประตู โดยเป็น เฟอร์กิล ฟาน
ไดค์ ที่สอดขึ้นมาพังประตู โดยสถิติของกองหลังค่าตัว 75 ล้านปอนด์จากเกมนี้คือ ชนะลูกกลางอากาศได้ 100%
เคลียร์บอลได้ 5 ครั้ง อีกทั้ง 32 เกมที่เขาลงสนามเกมลีกกับหงส์แดง ทีมเก็บได้ถึง 17 คลีนชีต
และเสียไปเพียง 17 ประตูเท่านั้น
ทั้งนี้ ลูกยิงของฟาน ไดค์
นับเป็นประตูแรกในลีกของกองหลังดัตช์ภายใต้สีเสื้อลิเวอร์พูล
หลังเคยทำประตูใส่เอฟเวอร์ตัน ในเกมเอฟเอ คัพ เมื่อซีซั่นที่แล้ว
4. เทรนท์ เอ็งมาทำอะไรตรงนั้น?
โดยปกติแล้วนักเตะที่บาดเจ็บจนไม่ได้ลงสนาม
มักจะอยู่บ้านเพื่อรักษาตัว และยิ่งด้วยการที่ทีมออกไปเล่นเป็นทีมเยือนด้วยแล้ว
แทบไม่บ่อยครั้งที่แข้งคนนั้นตามไปเชียร์ทีมถึงอีกเมืองหนึ่ง
แต่เรื่องนี้กลับใช้ไม่ได้กับ
เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เมื่อกล้องถ่ายทอดสดจับภาพได้ขณะที่ยอดดาวรุ่งวัย 20
ปียืนอยู่บนสแตนด์ทีมเยือน ท่ามกลางเหล่าเดอะ
ค็อปคนอื่นๆที่ยกพลมาเชียร์ทีมรักถึงสนามโมลินิวซ์ กราวด์
แต่อาจด้วยเพราะสองเมืองนี้มีระยะห่างไม่มากนัก ประมาณ 87 ไมล์
ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว
5. จ่าฝูงฉลองคริสต์มาส แต่..
จากชัยชนะเกมนี้
ทำให้ลิเวอร์พูล ขยับขึ้นไปมี 48 คะแนน นำหน้าแมนฯซิตี้
อันดับสอง 4 คะแนน
และแน่นอนว่าพวกเขาจะยังคงนำจ่าฝูงต่อไปหลังจบแมตช์เดย์ที่ 18
แม้สถิติในรอบ 4 ปีหลังชี้ว่า ทีมที่เป็นจ่าฝูงในวันคริสมาสต์ จบลงด้วยการเป็นแชมป์ในบั้นปลาย
ไล่ตั้งแต่ เชลซี(2014/15), เลสเตอร์ ซิตี้(2015/16),
เชลซี(2016/17) และ แมนฯซิตี้(2017/18)
แต่หากย้อนขึ้นไปอีกเป็นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
มีสองครั้งเท่านั้นที่ทีมจ่าฝูงในวันเทศกาลแห่งความสุขพลาดแชมป์ลีก
ซึ่งมันเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลทั้งหมด คือ ซีซั่น 2008/09 ในยุคของราฟา
เบนิเตซ ที่แชมป์ตกเป็นของแมนฯยูไนเต็ด และ ซีซั่น 2013/14 ยุคเบรนแดน
รอดเจอร์ ที่แชมป์เป็นของแมนฯซิตี้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น